PrikPla Thai Craft Furikake | พริกปลาโรยข้าวสไตล์ไทย | คั่วสดตามออเดอร์ | ทำมือจากตาคลี นครสวรรค์ โทร / Line 089-365-5649

ปลาทะเล มีอะไรบ้าง? แบ่งกี่ประเภท กินได้-กินไม่ได้ และทำไมถึงเป็นอาหารที่ดีที่สุดในโลก

 


ทะเลไทยอุดมสมบูรณ์ แต่คุณรู้จักปลาที่กินอยู่ทุกวันดีแค่ไหน?

ประเทศไทยมีแนวชายฝั่งทะเลยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในน่านน้ำเหล่านี้มีปลาอาศัยอยู่มากกว่า 2,000 ชนิด แต่ในชีวิตประจำวัน คนส่วนใหญ่รู้จักและกินปลาอยู่แค่ไม่กี่ชนิด

บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักปลาทะเลอย่างละเอียด ตั้งแต่การแบ่งประเภท ปลาที่กินได้และกินไม่ได้ ปลาที่คนไทยนิยมกิน ไปจนถึงคุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนอยู่ในเนื้อปลาแต่ละชนิด รวมถึงทำไมปลาทะเลถึงเป็นวัตถุดิบหลักของ PrikPla พริกปลาโรยข้าวสไตล์ไทย


ปลาทะเลคืออะไร? นิยามเบื้องต้น

ปลาทะเล คือปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลหรือในน้ำเค็ม มีโปรตีนสูง และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี มีไขมันที่ดีต่อร่างกาย ย่อยได้ง่าย มีประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งต่างจากปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ บึง และทะเลสาบ

ปลาทะเลส่วนใหญ่จะมีรสชาติเข้มข้นกว่าปลาน้ำจืด มีกลิ่นทะเลเฉพาะตัว และมีสารอาหารบางอย่างที่ปลาน้ำจืดไม่มีหรือมีน้อยกว่า โดยเฉพาะ ไอโอดีน และ โอเมก้า 3 ชนิด EPA และ DHA


ปลาทะเลแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

การแบ่งประเภทปลาทะเลสำหรับการบริโภคสามารถแบ่งได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ ที่นิยมใช้มากที่สุดมี 3 วิธีดังนี้


แบบที่ 1 — แบ่งตามลักษณะเนื้อ

🐟 ปลาเนื้อขาว (White Fish)

ปลาเนื้อขาวมีไขมันต่ำ เนื้อนุ่ม รสชาติอ่อน ย่อยง่าย เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนักและผู้สูงอายุ

ตัวอย่างในไทย:

  • ปลากะพง — ราชาปลาน้ำเค็มของไทย เนื้อแน่น ไม่มีก้างมาก นิยมนึ่งและทอด
  • ปลาสำลี (ปลาน้ำดอกไม้) — ปลาสากหรือปลาน้ำดอกไม้ มีเนื้อสัมผัสดี รสชาติก็ดีอีกด้วย เนื้อนุ่ม ละเอียด หวานอร่อย กินได้ง่าย เป็นปลาที่คนภาคใต้นิยมรับประทานกันมาก
  • ปลาเก๋า (ปลากะรัง) — ปลาหน้าตาขรุขระแต่เนื้ออร่อย นิยมนึ่งซีอิ๊วหรือทำต้มยำ
  • ปลาจาระเม็ด — เนื้อมัน หวาน ก้างน้อย นิยมทอดและนึ่ง

🐠 ปลาเนื้อสีชมพู-แดง (Fatty Fish / Oily Fish)

ปลากลุ่มนี้มีไขมันสูงกว่า ส่วนใหญ่เป็นไขมันดี (โอเมก้า 3) เนื้อแน่น รสชาติเข้มข้น

ตัวอย่าง:

  • ปลาซาบะ — โอเมก้า 3 สูงที่สุดในปลาทะเลทั่วไป เนื้อมัน หอม
  • ปลาโอ (Skipjack Tuna) — โปรตีนสูงมาก เนื้อแน่น สีแดงอมน้ำตาล
  • ปลาแซลมอน — เนื้อสีส้ม มัน หอม นิยมทำซาชิมิและย่าง
  • ปลาทู — ปลาไทยแท้ราคาประหยัด โอเมก้า 3 ดี

แบบที่ 2 — แบ่งตามระดับความลึกที่อาศัย

ปลาผิวน้ำ (Pelagic Fish)

อาศัยในชั้นน้ำตื้นถึงกลาง ว่ายน้ำเป็นฝูง ได้แก่ ปลาโอ, ปลาทูน่า, ปลาซาบะ, ปลาทู และปลาอินทรี

ปลาน้ำลึก (Deep-sea Fish)

ปลาน้ำลึกที่กินได้ ได้แก่ ปลาแมคเคอเรล, ปลาแซลมอน, ปลาทูน่า, ปลาซาร์ดีน, ปลาแอนโชวี่ ซึ่งส่วนใหญ่มีไขมันดีสูงเพราะต้องปรับตัวกับอุณหภูมิน้ำที่ต่ำกว่า

ปลาหน้าดิน (Demersal Fish)

อาศัยใกล้พื้นทะเล ได้แก่ ปลากะพง, ปลาเก๋า, ปลากราย และปลาคอด เนื้อมักขาวและนุ่ม


แบบที่ 3 — แบ่งตามคุณค่าทางเศรษฐกิจ

ปลาเศรษฐกิจ (Commercial Fish) คือปลาที่จับและซื้อขายในปริมาณมาก ได้แก่ ปลาทูน่า ปลาโอ ปลาซาบะ ปลาทู ปลากะพง และปลาอินทรี

ปลาสวยงาม (Ornamental Fish) คือปลาที่เลี้ยงเพื่อความสวยงาม ไม่ได้มีไว้กิน เช่น ปลาการ์ตูน ปลาสิงโต ปลานีโม่


ปลาทะเลที่กินได้ — รู้จักชนิดนิยม 10 อันดับ

1. ปลาซาบะ (Chub Mackerel)

ปลาทะเลแห่งโอเมก้า 3 เนื้อมัน หอม มีกรดไขมัน EPA และ DHA สูงที่สุดในบรรดาปลาทะเลทั่วไป เมนูยอดนิยม ได้แก่ ปลาซาบะย่างเกลือ ปลาซาบะดาชิมาเกะ และ พริกปลาโรยข้าวจากปลาซาบะ สไตล์ Thai Craft Furikake

2. ปลาโอ (Skipjack Tuna)

ปลาโอ มีโอเมก้า 3 สูง ดีต่อสุขภาพหัวใจและสมอง โปรตีนสูง ก้างน้อย เหมาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ในญี่ปุ่นนำไปทำคาทสึโอบูชิ ส่วนในไทยนิยมทำปลาแห้ง ต้มเค็ม และ พริกปลาโรยข้าว

3. ปลาทู (Indian Mackerel)

ปลาไทยแท้ที่อยู่ในครัวไทยมาช้านาน ราคาประหยัด หาได้ง่าย เมนูยอดนิยมคือปลาทูทอด ปลาทูต้มมะนาว และน้ำพริกปลาทู ปลาทูมีโอเมก้า 3 ดีและโปรตีนสูง

4. ปลากะพง (Barramundi / Sea Bass)

ราชาปลาน้ำเค็มไทย เนื้อแน่น รสหวาน ก้างน้อย เหมาะกับทุกวิธีปรุง ทั้งนึ่ง ทอด ต้มยำ ราคาสูงกว่าปลาชนิดอื่นเพราะเนื้อดีมาก ปลาน้ำดอกไม้ 100 กรัม มีไขมันเพียง 4.5 กรัมเท่านั้น มีโปรตีน 17.6 กรัม จัดว่าเป็นปลาอีกหนึ่งชนิดที่มีโปรตีนสูง มีไขมันต่ำ ดีต่อสุขภาพมาก

5. ปลาอินทรี (King Mackerel)

ปลานักล่าขนาดใหญ่ เนื้อขาว แน่น ไม่มีก้างมาก นิยมมากในภาคใต้ ทำได้ทั้งปลาอินทรีทอด แกงส้ม และต้มยำ

6. ปลาแซลมอน (Salmon)

แม้ไม่ใช่ปลาไทยแต่เป็นที่นิยมมากในยุคนี้ เนื้อปลาแซลมอนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนสูง มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่า มีวิตามิน A, D, B6, B12 รวมทั้งไนอาซินและไรโบเฟลวิน ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส นับเป็นอาหารที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เหมาะสำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพราะเป็นเนื้อปลาที่ย่อยง่าย

7. ปลาทูน่า (Tuna)

ปลาทะเลที่ส่งออกมากที่สุดในโลก เนื้อแน่น รสชาติดี โปรตีนสูง มักแปรรูปเป็นปลากระป๋อง ซาชิมิ และสเต็ก

8. ปลาเก๋า / ปลากะรัง (Grouper)

ปลาหน้าตาขรุขระแต่รสชาติดีมาก เนื้อขาว นุ่ม หวาน ราคาค่อนข้างสูง นิยมนึ่งซีอิ๊วหรือต้มยำ

9. ปลาจาระเม็ด (Pomfret)

เนื้อขาว นุ่ม มัน ก้างน้อย คนชอบนำไปทอดหรือนึ่ง รสชาติหวานละเอียดอ่อน นิยมมากในงานเลี้ยงและเทศกาลจีน

10. ปลาซาร์ดีน (Sardine)

ปลาขนาดเล็ก ราคาประหยัด แต่คุณค่าสารอาหารสูงมาก มีแคลเซียมสูงเพราะกินได้ทั้งก้าง นิยมแปรรูปเป็นปลากระป๋องและปลาแห้ง


ปลาทะเลที่กินไม่ได้ — ต้องระวังให้ดี

การรู้จักปลาที่กินไม่ได้หรือเป็นอันตรายสำคัญมากพอๆ กับการรู้จักปลาที่กินได้

⚠️ ปลาปักเป้า (Puffer Fish) — อันตรายถึงชีวิต

ปลาปักเป้าทะเลมีพิษที่เรียกว่า "เทโทรโดท็อกซิน" (Tetrodotoxin) ซึ่งมีผลต่อการทำงานของระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการลิ้นชา อาเจียน กล้ามเนื้อแขนและขาอ่อนแรง เดินเซ ขยับเขยื้อนไม่ได้ หายใจลำบาก ซึ่งหากมีอาการแพ้มากและรักษาไม่ทันอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ พิษอยู่มากในไข่ ตับ และลำไส้ ห้ามกินเด็ดขาดหากไม่มีผู้เชี่ยวชาญปรุง

⚠️ ปลาหิน (Stonefish) — ปลาพิษร้ายแรงที่สุดในโลก

ปลาหิน (Stonefish) ถือเป็นปลาที่อันตรายที่สุดในโลก ด้วยพิษร้ายแรง หนามแหลมคม และผิวขรุขระพรางตัวเหมือนก้อนหิน จากประมาณ 1,200 สายพันธุ์ปลามีพิษในโลก ปลาหินถือว่าร้ายแรงที่สุด พิษเพียงพอที่จะฆ่ามนุษย์ผู้ใหญ่ภายในไม่ถึงชั่วโมง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องทันเวลา

⚠️ ปลาที่มีพิษ Ciguatera

มักเกิดหลังกินปลาทะเล (โดยเฉพาะปลาตัวโต) ประมาณ 2-6 ชั่วโมง อาการแรกเริ่มที่พบ คือ อาการแบบอาหารเป็นพิษทั่วไป ได้แก่ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ส่วนอาการทางระบบประสาทจะเกิดหลังกินปลา 2-3 ชั่วโมง ถึง 3 วัน ปลาที่มีความเสี่ยงสูงคือปลาขนาดใหญ่ที่อยู่ในแนวปะการัง เช่น ปลาการ์ตูน ปลาสิงโต และปลาสิงโตทะเลบางชนิด

⚠️ ปลาสิงโต (Lionfish)

สวยงามมากแต่มีหนามพิษแหลมคมตามครีบ ถ้าถูกตำจะเจ็บปวดอย่างรุนแรง แม้เนื้อปลาจะกินได้ แต่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญทำความสะอาดก่อนเสมอ

✅ ปลาสวยงามที่กินไม่ได้เพราะ "ไม่ควร" กิน

นอกจากปลามีพิษแล้ว ยังมีปลาที่ "กินได้แต่ไม่ควรกิน" เพราะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และระบบนิเวศ เช่น ปลาโรนัน ปลาฉลามบางสายพันธุ์ และปลากระเบนบางชนิด ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย


คุณค่าทางโภชนาการของปลาทะเล — ทำไมนักโภชนาการถึงแนะนำ

ปลาทะเลมีสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลมากกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่น โดยเฉพาะในเรื่องต่อไปนี้

โปรตีนคุณภาพสูง ปลาทะเลให้โปรตีนที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ย่อยง่ายกว่าเนื้อวัวและเนื้อหมู เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มกล้ามเนื้อหรือฟื้นฟูร่างกาย

โอเมก้า 3 (EPA และ DHA) สารอาหารที่หาได้จากปลาทะเลเป็นหลัก ช่วยดูแลหัวใจ สมอง และต้านการอักเสบ ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้

วิตามินดี ปลาทะเลเป็นแหล่งวิตามินดีจากอาหารที่ดีที่สุด ซึ่งหาได้ยากจากอาหารทั่วไป

วิตามิน B12 จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงและระบบประสาท พบมากในปลาทะเลทุกชนิด

ไอโอดีน แร่ธาตุสำคัญที่ช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์ หาได้จากอาหารทะเลเท่านั้น

ซีลีเนียม สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์และสนับสนุนภูมิคุ้มกัน


เมนูปลาทะเลยอดนิยมในครัวไทย

ปลาทะเลสามารถปรุงได้หลากหลายมากจนนับไม่ถ้วน แต่เมนูที่คนไทยนิยมมากที่สุด ได้แก่

เมนูสดปลาซาบะย่างเกลือ, ปลากะพงนึ่งซีอิ๊ว, ปลาเก๋านึ่งมะนาว, ต้มยำปลากะพง, แกงส้มปลาอินทรี

เมนูทอด — ปลาทูทอด, ปลาจาระเม็ดทอด, ปลาสำลีทอดกระเทียม

เมนูแปรรูป — ปลาแห้ง, ปลากระป๋อง, น้ำพริกปลาทู

และเมนูที่คนมักลืมนึกถึงแต่อร่อยมาก คือ พริกปลาโรยข้าว ซึ่งเป็นการนำปลาทะเลมาแปรรูปเป็นเครื่องปรุงแห้ง คั่วกับพริกและเครื่องเทศ แล้วโรยบนข้าวสวยได้ทุกมื้อ


วิธีหาและเลือกซื้อปลาทะเลที่ดี

ตลาดสดและตลาดปลา คือแหล่งที่ดีที่สุดสำหรับปลาสด ดูที่ดวงตาต้องใส ไม่ขุ่น เหงือกต้องสีแดงสด เนื้อต้องแน่น กดแล้วคืนตัว ไม่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง

ห้างสรรพสินค้า สะดวกกว่าแต่ราคาสูงกว่า มักมีปลาแช่แข็งนำเข้าที่มีคุณภาพควบคุมไว้ดี

ออนไลน์ เริ่มเป็นที่นิยมสำหรับปลาแปรรูปคุณภาพสูง เช่น ปลาซาบะนำเข้าจากนอร์เวย์และญี่ปุ่น

สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลาทะเล อย่าง พริกปลาโรยข้าว ควรเลือกแบรนด์ที่บอกแหล่งที่มาของปลาชัดเจน ใช้ปลาคุณภาพดี และผลิตแบบ craft ไม่ใช่โรงงานขนาดใหญ่ที่ผลิตล็อตใหญ่เก็บสต็อกนาน


ปลาทะเลกับ PrikPla พริกปลาโรยข้าว

PrikPla ถือกำเนิดจากความเชื่อที่ว่า "ปลาทะเลดีๆ สักตัว + วิธีปรุงที่ตั้งใจ = อาหารที่ดีต่อร่างกายและอร่อยไปพร้อมกัน"

เราเลือกใช้ ปลาซาบะและปลาโอ ซึ่งเป็นปลาทะเลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากในกลุ่มปลาไขมันดี (Oily Fish) นำมาคั่วแห้งแบบ craft ที่ตาคลี นครสวรรค์ ทุกขวดคั่วสดตามออเดอร์ ไม่ผลิตล็อตใหญ่เก็บไว้ในโกดัง เพราะเราเชื่อว่า ความสดคือคุณค่าที่ดีที่สุดที่เราให้ลูกค้าได้

เมื่อคุณโรย PrikPla บนข้าวสวยร้อนๆ คุณไม่ได้แค่เพิ่มรสชาติ แต่คุณกำลังเพิ่มโปรตีนจากปลาทะเล วิตามิน B12 ซีลีเนียม และกรดไขมันดีจากธรรมชาติเข้าไปในทุกมื้อของคุณด้วย


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับปลาทะเล (FAQ)

Q: ปลาทะเลกับปลาน้ำจืด อันไหนดีกว่ากัน?
A: ต่างกันในด้านสารอาหารครับ ปลาทะเลมีโอเมก้า 3 ชนิด EPA และ DHA สูงกว่า รวมถึงไอโอดีนที่หาไม่ได้จากปลาน้ำจืด แต่ปลาน้ำจืดบางชนิดก็มีสารอาหารดีเช่นกัน กินหลากหลายทั้งสองแบบจะดีที่สุด

Q: ปลาทะเลควรกินกี่ครั้งต่อสัปดาห์?
A: องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ครับ เพื่อให้ได้โอเมก้า 3 เพียงพอ

Q: ปลาทะเลแช่แข็งยังมีคุณค่าทางโภชนาการอยู่ไหม?
A: ยังมีครับ การแช่แข็งอย่างถูกวิธีรักษาโปรตีนและโอเมก้า 3 ได้ดีมาก สูญเสียน้อยกว่าการปรุงด้วยความร้อนสูงเสียอีก

Q: เด็กเล็กกินปลาทะเลได้ไหม?
A: ได้ครับ และควรกินด้วย DHA ในปลาทะเลสำคัญมากต่อพัฒนาการสมองและสายตาของเด็ก แต่ควรหลีกเลี่ยงปลาที่มีปรอทสูง เช่น ปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (Bluefin Tuna) ขนาดใหญ่

Q: พริกปลาโรยข้าวทำจากปลาทะเลชนิดไหน?
A: PrikPla ใช้ปลาซาบะและปลาโอเป็นหลักครับ ทั้งสองชนิดเป็นปลาทะเลที่มีโปรตีนสูงและคุณค่าทางโภชนาการดีเยี่ยม คั่วสดตามออเดอร์ จากตาคลี นครสวรรค์


สรุป: ทะเลไทยอุดมสมบูรณ์ — อย่าให้โอกาสผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

ปลาทะเลมีมากกว่า 2,000 ชนิดในน่านน้ำไทย ทั้งที่กินได้ กินไม่ได้ และควรระวัง การเลือกกินปลาทะเลที่เหมาะสมสม่ำเสมอคือหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพระยะยาว ทั้งหัวใจ สมอง กระดูก และภูมิคุ้มกัน

และสำหรับวันที่ไม่มีเวลาปรุงปลาสด PrikPla พริกปลาโรยข้าว คือทางลัดที่อร่อย เต็มคุณค่าจากปลาทะเลแท้ๆ คั่วสดจากมือ พร้อมโรยบนข้าวสวยร้อนๆ ได้ทุกมื้อทุกวัน


 #ปลาทะเล #ปลาทะเลไทย #ปลากินได้ #ปลาทะเลประโยชน์ #ปลาซาบะ #ปลาโอ #ปลาทะเลมีพิษ #พริกปลา #prikpla #ThaiCraftFurikake #พริกปลาโรยข้าว #ปลาทะเลคุณค่าทางโภชนาการ #โอเมก้า3

ใหม่กว่า เก่ากว่า

نموذج الاتصال